ครูจะรู้ได้อย่างไรว่า...ขณะนี้กระบวนการคิดนักเรียนอยู่ในระดับใด ในเมื่อกระบวนการคิดนั้นอยู่ภายใน �
ครูจะสรุปได้อย่างไรว่า...นักเรียนมีความสามารถด้านพุทธิพิสัยอยู่ในระดับใด หากในการประเมินนั้นนักเรียนมีความวิตกกังวล �
การประเมินจะนำไปสู่การปรับปรุงได้อย่างไร...หากนักเรียนทราบเพียงคะแนนทดสอบ
การประเมินด้านพุทธิพิสัยเป็นพื้นฐานของวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ไล่เรียงไปจากขั้นเบื้องต้นสูงขึ้นสูง คือ การจดจำ ความเข้าใจ การประยุกต์ การวิเคราะห์ การประเมิน และ การสังเคราะห์ (Revised Bloom's Taxonomy, 2001)
โดยทั่วไป การประเมินด้านพุทธิพิสัยนิยมใช้แบบทดสอบ เนื่องจากข้อเด่นของการประเมินที่มีความเป็นวัตถุวิสัย และสะดวกต่อการสรุปผล
�อย่างไรก็ตาม แบบทดสอบมักกลายเป็นจำเลยของปัญหาการวัดประเมินผล ว่ามีข้อจำกัด เช่น
1. พุทธิพิสัยขั้นที่สูงขึ้นเป็นกระบวนการและผลที่เกิดขึ้นภายในของผู้เรียน สังเกตยาก
2. การประเมินความสามารถประยุกต์ความรู้และแก้ปัญหาในโลกแห่งความจริงได้ทำได้ยาก
3. มักสร้างความวิตกกังวลให้นักเรียน ผลการวัดจึงอาจไม่ได้สะท้อนความสามารถทางพุทธิพิสัยจริง
ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ในระดับผลลัพธ์ ระบบการศึกษาเราคาดหวังความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ประเมินและแก้ปัญหาของนักเรียน
�แต่...เรายังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า นักเรียนมีพุทธิปัญญาในระดับใด ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว
เงื่อนไขของการประเมินด้านพุทธิพิสัยให้มีถูกต้องและนำไปสู่การปรับปรุงสมรรถนะ จะมีลักษณะ ดังนี้
1. ช่วยให้ผู้เรียนได้สำรวจความเชื่อ ความคิด ความรู้สึกภายในผ่านการสะท้อนกระบวนคิดออกสู่โลกภายนอก
2. ดำเนินการประเมินในระหว่างจัดการเรียนรู้ (formative assessment)
3. ดำเนินการเป็นรายบุคคล เพราะโลกภายในของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
4. นักเรียนต้องรู้สึกปลอดภัยเพียงพอ จึงจะกล้านำโลกภายในออกมาเล่า
5. นักเรียนต้องมีทักษะมากพอที่จะสัมผัสความรู้สึกภายในของตน
6. ชั้นเรียนมีเวลาเพียงพอสำหรับการสะท้อน และแสดงพุทธิพิสัยที่ได้เรียนรู้
7. ครูมีเวลาและภาระงานอื่นที่ไม่มากเกินควร
ครูโค้ชสามารถสนับสนุนการประเมินด้านพุทธิพิสัยได้ 7 ด้าน ดังนี้
1. ทำให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพื่อทำให้การสะท้อน การประเมินโลกภายใน (กระบวนคิด) ง่ายขึ้น
2. ช่วยให้การฟังสิ่งที่นักเรียนสะท้อนจากโลกภายในที่ลึกซึ้งขึ้น
3. ช่วยถามกระตุ้นให้นักเรียนได้ตระหนักถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างเป็นระบบ
4. ช่วยสนับสนุนให้นักเรียนเข้าใจถึงสถานะการเรียนรู้ของตน สามารถกำหนดเป้าหมายตลอดจนวิธีการปรับปรุงได้อย่างสอดคล้องกับความถนัดและความต้องการของตนเอง
5. ชื่นชม และทำให้นักเรียน ตระหนัก ภาคภูมิใจถึงคุณค่าของการเรียนรู้และปรับปรุงตนเอง ไม่ติดอยู่กับความกังวลต่อผลการเรียนรู้ที่ไม่สำเร็จ
6. สนับสนุนการฝึกทักษะด้านจิตวิทยาที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ เช่น ความจดจ่อ การจัดการอารมณ์ การสร้างความเชื่อมั่น และชุดความคิดเติบโต (growth mindset) เป็นต้น
การประเมินโลกภายใน พุทธิพิสัย (กระบวนคิด) จิตใจของนักเรียนต้องพร้อม
ครูโค้ช จึงเป็นบทบาทที่ครูสอนสามารถนำมาสนับสนุนการเรียนรู้โลกภายในและการปรับปรุงการเรียนรู้การเติบโตของนักเรียนในระดับฐานราก

Comments